Gaslighting คืออะไร
Gaslighting คืออะไร? รู้ทันการบิดเบือนความจริง และวิธีรับมืออย่างมีสติ
เคยไหม…ที่หลังจากทะเลาะกับใครสักคนแล้ว คุณกลับมานั่งคิดกับตัวเองว่า
“หรือจริง ๆ แล้วเราจะจำผิด?”
“หรือเราคิดมากเกินไป?”
“หรือเรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของเรา?”
“ทำไมเราถึงรู้สึกว่าตัวเองผิด ทั้งที่ตอนแรกเรามั่นใจว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด?”
หากความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในความสัมพันธ์บางรูปแบบ คุณอาจกำลังเผชิญกับพฤติกรรมที่เรียกว่า Gaslighting
Gaslighting ไม่ใช่เพียงการโกหกหรือการทะเลาะกันธรรมดา แต่เป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารที่ทำให้อีกฝ่ายเริ่ม สงสัยความทรงจำ การรับรู้ การตัดสินใจ หรือความรู้สึกของตัวเอง จนค่อย ๆ สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง
Gaslighting คืออะไร?
Gaslighting คือรูปแบบพฤติกรรมที่บุคคลหนึ่งพยายามทำให้อีกฝ่ายตั้งคำถามกับความจริงหรือการรับรู้ของตัวเอง โดยอาจเกิดขึ้นผ่านการปฏิเสธเหตุการณ์ การบิดเบือนข้อเท็จจริง การกล่าวโทษ หรือการทำให้ความรู้สึกของอีกฝ่ายดูไม่มีเหตุผล
คำว่า Gaslighting มาจากชื่อภาพยนตร์ Gaslight ในปี 1944 ซึ่งสร้างจากบทละครในชื่อเดียวกัน โดยเนื้อเรื่องกล่าวถึงชายคนหนึ่งที่พยายามทำให้ภรรยาคิดว่าตัวเองกำลังสูญเสียสติ ด้วยการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ รอบตัวแล้วปฏิเสธว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แนวคิดนี้จึงถูกนำมาใช้ในทางจิตวิทยาและการพูดถึงความสัมพันธ์ เพื่ออธิบายพฤติกรรมที่ทำให้อีกคน ไม่ไว้วางใจการรับรู้ของตัวเอง
สิ่งสำคัญคือ Gaslighting ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะในความสัมพันธ์แบบคู่รักเท่านั้น แต่อาจเกิดขึ้นระหว่าง
คู่รัก
สมาชิกในครอบครัว
เพื่อน
เพื่อนร่วมงาน
หัวหน้างานกับลูกน้อง
หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์และอำนาจต่อรองระหว่างกัน
ตัวอย่างของ Gaslighting
Gaslighting อาจไม่ได้มีหน้าตาเหมือนการโกหกอย่างชัดเจนเสมอไป บางครั้งมันเกิดขึ้นผ่านคำพูดธรรมดา ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ
“ฉันไม่เคยพูดแบบนั้น เธอจำผิดแล้ว”
เมื่อคุณยืนยันว่าอีกฝ่ายเคยพูดหรือทำบางอย่าง แต่อีกฝ่ายปฏิเสธซ้ำ ๆ จนคุณเริ่มไม่แน่ใจในความทรงจำของตัวเอง
“เธอคิดมากไปเอง”
แทนที่จะพูดคุยถึงสิ่งที่เกิดขึ้น อีกฝ่ายกลับลดทอนความรู้สึกของคุณให้กลายเป็นปัญหาที่เกิดจากตัวคุณเอง
“เรื่องแค่นี้เอง ทำไมต้องรู้สึกขนาดนั้น?”
ประโยคนี้อาจทำให้คุณเริ่มรู้สึกว่าอารมณ์ของตัวเองไม่มีเหตุผล ทั้งที่ความรู้สึกของแต่ละคนต่อเหตุการณ์เดียวกันสามารถแตกต่างกันได้
“ถ้าเธอไม่ทำแบบนั้น ฉันก็คงไม่ต้องทำแบบนี้”
เป็นการผลักความรับผิดชอบของการกระทำของตัวเองกลับไปให้อีกฝ่าย
“ไม่มีใครคิดแบบเธอหรอก”
การอ้างว่าคนอื่นเห็นด้วยกับตัวเองทั้งหมด อาจถูกใช้เพื่อทำให้คุณรู้สึกว่าความคิดหรือการรับรู้ของคุณผิดปกติ
แล้ว Gaslighting ต่างจากการเห็นต่างอย่างไร?
นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะ การไม่เห็นด้วยกันไม่ได้แปลว่าเป็น Gaslighting
คนสองคนสามารถจำเหตุการณ์เดียวกันแตกต่างกันได้โดยไม่จำเป็นต้องมีใครกำลังบิดเบือนความจริง
ตัวอย่างเช่น
การเห็นต่าง
“ฉันจำได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นตอนเย็นนะ แต่เธอจำว่าเกิดตอนบ่าย เราอาจจำไม่เหมือนกัน”
นี่คือการยอมรับว่าทั้งสองคนอาจมีการรับรู้แตกต่างกัน
ในขณะที่รูปแบบที่น่ากังวลมากกว่าอาจเป็น
“เธอจำอะไรไม่ได้เลย เธอชอบแต่งเรื่องขึ้นมาเองตลอด”
หากพฤติกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว อาจเป็นเพียงความขัดแย้งหรือการสื่อสารที่ไม่ดี
แต่หากเกิด ซ้ำ ๆ เป็นรูปแบบ และทำให้อีกฝ่ายค่อย ๆ สูญเสียความมั่นใจในการรับรู้ของตัวเอง ก็ควรให้ความสนใจมากขึ้น
สัญญาณที่อาจบอกว่าคุณกำลังถูก Gaslighting
ลองสังเกตตัวเองว่า หลังจากมีปฏิสัมพันธ์กับคนบางคน คุณมักมีความรู้สึกเหล่านี้หรือไม่
1. คุณเริ่มไม่เชื่อความทรงจำของตัวเอง
คุณจำได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างหนึ่ง แต่เมื่ออีกฝ่ายปฏิเสธซ้ำ ๆ คุณเริ่มคิดว่า
“หรือเราจะจำผิดจริง ๆ?”
2. คุณต้องขอโทษอยู่ตลอด
แม้ในตอนแรกคุณจะเป็นฝ่ายได้รับผลกระทบ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าคุณต้องเป็นคนขอโทษทุกครั้ง
3. คุณเริ่มกลัวที่จะพูดความรู้สึกของตัวเอง
เพราะทุกครั้งที่พูด คุณอาจถูกบอกว่า
“คิดมาก”
“อ่อนไหวเกินไป”
“เรื่องแค่นี้เอง”
จนสุดท้ายคุณเลือกที่จะไม่พูดอะไรเลย
4. คุณต้องเก็บหลักฐานเพื่อยืนยันว่าตัวเองไม่ได้คิดไปเอง
เช่น เก็บข้อความ แชต รูปภาพ หรือบันทึกเหตุการณ์เอาไว้ เพราะคุณเริ่มไม่มั่นใจว่าความทรงจำของตัวเองถูกต้องหรือไม่
5. คุณรู้สึกว่าตัวเอง “ไม่ดีพอ” อยู่ตลอด
เมื่อปัญหาทุกอย่างถูกโยนกลับมาว่าเป็นเพราะตัวคุณ คุณอาจเริ่มเชื่อว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของทุกปัญหา
6. คุณรู้สึกสับสนหลังจากพูดคุยกับคนบางคน
ก่อนพูดคุย คุณอาจรู้ว่าตัวเองต้องการสื่อสารอะไร
แต่หลังจากพูดคุยกลับรู้สึกว่า
“ตกลงเราผิดเรื่องอะไร?”
“ทำไมสุดท้ายกลายเป็นเราที่ต้องขอโทษ?”
หากเกิดขึ้นเป็นประจำ นี่เป็นสัญญาณที่ควรหยุดและทบทวนความสัมพันธ์นั้นอย่างจริงจัง
ทำไม Gaslighting ถึงส่งผลกระทบต่อเราได้มาก?
สิ่งที่น่ากลัวของ Gaslighting ไม่ใช่แค่คำพูดในแต่ละครั้ง แต่คือผลสะสมที่เกิดขึ้นเมื่อมันเกิดซ้ำ ๆ
เมื่อคนคนหนึ่งถูกบอกซ้ำ ๆ ว่า
“เธอจำผิด”
“เธอคิดไปเอง”
“เธออ่อนไหวเกินไป”
“เธอเป็นต้นเหตุของปัญหา”
ในระยะยาว เขาอาจเริ่มเชื่อคำพูดเหล่านั้น
จากเดิมที่เคยเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเอง ก็เริ่มลังเล
จากเดิมที่กล้าพูดความรู้สึก ก็เริ่มเงียบ
จากเดิมที่สามารถตั้งขอบเขตให้ตัวเองได้ ก็เริ่มยอมทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง
และในที่สุด คนคนหนึ่งอาจไม่ได้ถามอีกแล้วว่า
“สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร?”
แต่กลับถามว่า
“ฉันผิดอะไรอีก?”
แล้วเราควรรับมือกับ Gaslighting อย่างไร?
การรับมือไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการเอาชนะอีกฝ่าย แต่ควรเริ่มต้นจากการ กลับมาเชื่อมโยงกับการรับรู้และขอบเขตของตัวเอง
1. อย่ารีบตัดสินว่าตัวเองผิด
เมื่ออีกฝ่ายบอกว่าคุณจำผิดหรือคิดมาก อย่าเพิ่งสรุปทันทีว่าเป็นความจริง
ลองถามตัวเองว่า
เกิดอะไรขึ้นจริง?
ฉันเห็นหรือได้ยินอะไร?
ฉันรู้สึกอย่างไร?
มีหลักฐานอะไรที่ช่วยยืนยันเหตุการณ์หรือไม่?
คนอื่นที่อยู่ในเหตุการณ์เห็นเหมือนกันหรือไม่?
การหยุดก่อนตอบโต้ช่วยให้คุณไม่ถูกดึงเข้าไปอยู่ในวงจรของการปกป้องตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
2. แยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “ความคิดเห็น”
ตัวอย่างเช่น
ข้อเท็จจริง
“เมื่อวานคุณพูดว่าเราจะประชุมตอน 10 โมง”
ความคิดเห็น
“คุณไม่เคยให้ความสำคัญกับฉันเลย”
สองสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน
การแยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความจะช่วยให้คุณมองสถานการณ์ได้ชัดเจนขึ้น
3. บันทึกเหตุการณ์ที่สำคัญ
หากคุณพบว่าตัวเองเริ่มสงสัยความทรงจำบ่อย ๆ การจดบันทึกเหตุการณ์สำคัญสามารถช่วยได้
ไม่จำเป็นต้องทำเพื่อ “เอาชนะ” อีกฝ่าย
แต่ทำเพื่อให้ตัวคุณเองสามารถย้อนกลับมาดูได้ว่า
เกิดอะไรขึ้นจริง และคุณรู้สึกอย่างไรในตอนนั้น
โดยเฉพาะในเรื่องที่มีความสำคัญ เช่น การทำงาน การเงิน ข้อตกลง หรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ควรเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม
4. อย่าพยายามพิสูจน์ตัวเองทุกเรื่อง
หนึ่งในกับดักของการสื่อสารที่บิดเบือนคือ คุณอาจถูกดึงเข้าสู่การอธิบายตัวเองไม่รู้จบ
คุณอธิบาย
อีกฝ่ายปฏิเสธ
คุณหาหลักฐาน
อีกฝ่ายเปลี่ยนประเด็น
คุณอธิบายใหม่
และสุดท้ายก็กลับมาอยู่ที่เดิม
บางครั้งการตอบว่า
“เราอาจจำเหตุการณ์ไม่เหมือนกัน แต่ความรู้สึกของฉันต่อเรื่องนี้เป็นแบบนี้”
อาจมีประโยชน์มากกว่าการพยายามทำให้อีกฝ่ายยอมรับว่าคุณถูก
5. ตั้งขอบเขตในการสื่อสาร
คุณมีสิทธิ์บอกว่าไม่ต้องการพูดคุยในรูปแบบที่ทำร้ายตัวเอง
เช่น
“ฉันพร้อมคุยเรื่องนี้ แต่ถ้าการคุยกันต้องมีการดูถูกหรือบอกว่าฉันคิดไปเองตลอด ฉันขอหยุดการสนทนาก่อน”
การตั้งขอบเขตไม่ได้หมายความว่าคุณกำลังเอาชนะอีกฝ่าย
แต่หมายความว่า คุณกำลังปกป้องพื้นที่ของตัวเอง
6. พูดคุยกับคนที่ไว้ใจได้
เมื่อเราอยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำให้เราสงสัยตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ การอยู่กับมันเพียงลำพังอาจทำให้มุมมองของเรายิ่งแคบลง
ลองพูดคุยกับเพื่อน ครอบครัว หรือบุคคลที่คุณไว้วางใจ
เล่าเหตุการณ์ตามข้อเท็จจริง โดยไม่จำเป็นต้องรีบสรุปว่าอีกฝ่ายเป็น Gaslighter
บางครั้งการมีมุมมองจากคนนอกช่วยให้เราเห็นสิ่งที่ตัวเองมองไม่เห็น
สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อสงสัยว่ากำลังถูก Gaslighting
การรับมือกับ Gaslighting ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นสงครามทางจิตวิทยา
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือ
พยายามเอาคืนด้วยการบิดเบือนอีกฝ่าย
กล่าวหาว่าอีกฝ่ายเป็น Gaslighter ทุกครั้งที่เห็นต่าง
พยายามพิสูจน์ว่าตัวเองถูกตลอดเวลา
ตัดสินทุกความขัดแย้งว่าเป็นการ Gaslighting
แยกตัวเองออกจากทุกคนเพราะไม่ไว้ใจใคร
ยอมรับทุกอย่างเพียงเพื่อให้ความขัดแย้งจบลง
เป้าหมายไม่ใช่การหาว่า “ใครชนะ”
แต่คือการทำให้คุณสามารถกลับมาใช้เหตุผล รับรู้ความรู้สึกของตัวเอง และตัดสินใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ได้อย่างมีสติ
จำไว้ว่า “ความรู้สึก” ไม่จำเป็นต้องได้รับอนุญาต
มีเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก
คนอื่นอาจไม่เห็นด้วยกับความรู้สึกของคุณได้
แต่ไม่ได้หมายความว่าความรู้สึกของคุณไม่มีอยู่จริง
คุณสามารถรู้สึกเสียใจ แม้อีกฝ่ายจะคิดว่าเรื่องนั้นไม่สำคัญ
คุณสามารถรู้สึกโกรธ แม้อีกฝ่ายจะไม่เข้าใจว่าทำไม
คุณสามารถรู้สึกไม่สบายใจกับบางสิ่ง แม้อีกฝ่ายจะมองว่าเป็นเรื่องเล็ก
ความรู้สึกไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากคนอื่นจึงจะมีความหมาย
อย่างไรก็ตาม การมีความรู้สึกที่ถูกต้องในฐานะประสบการณ์ของเราเอง ไม่ได้แปลว่าการตีความเหตุการณ์ของเราจะถูกต้องเสมอไป
เราจึงควรเปิดพื้นที่ให้ทั้งสองอย่างอยู่ด้วยกันได้
“ฉันรู้สึกแบบนี้” และ “ฉันอาจต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม”
สุดท้ายแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น Gaslighting จริงหรือไม่?
คำว่า Gaslighting ไม่ควรถูกใช้เป็นเพียงป้ายเพื่อบอกว่าใครเป็น “คนไม่ดี”
สิ่งที่สำคัญกว่าการหาคำเรียกคือ รูปแบบของพฤติกรรม
ลองถามตัวเองว่า
คนคนนี้ยอมรับความจริงเมื่อมีหลักฐานหรือไม่?
เขาสามารถยอมรับว่าตัวเองผิดได้หรือไม่?
เราสามารถเห็นต่างกันโดยไม่ถูกดูถูกหรือทำให้สงสัยตัวเองหรือไม่?
หลังจากพูดคุยกัน เรารู้สึกได้รับความเข้าใจ หรือกลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของทุกอย่าง?
พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นครั้งเดียว หรือเกิดซ้ำจนกลายเป็นรูปแบบ?
เพราะ ความสัมพันธ์ที่ดีไม่จำเป็นต้องไม่มีความขัดแย้ง
แต่ควรเป็นความสัมพันธ์ที่เราสามารถเห็นต่างกันได้ โดยไม่ต้องสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง
หากความสัมพันธ์หนึ่งทำให้คุณต้องสงสัยตัวเองอยู่ตลอดเวลา ต้องขอโทษทั้งที่ไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไร หรือค่อย ๆ สูญเสียความมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง
บางทีสิ่งที่คุณควรตั้งคำถามอาจไม่ใช่เพียง
“ฉันคิดผิดหรือเปล่า?”
แต่อาจเป็น
“ทำไมความสัมพันธ์นี้ถึงทำให้ฉันไม่เชื่อใจตัวเองอีกต่อไป?”
และคำถามนั้นอาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการกลับมาดูแลตัวเองอีกครั้ง